เทียบเสาไฮแมส 15 – 45 เมตร เลือกความสูงกี่เมตรให้เหมาะกับพื้นที่

เทียบเสาไฮแมส 15 - 45 เมตร เลือกความสูงกี่เมตรให้เหมาะกับพื้นที่

เสาไฮแมสสูงกี่เมตรดี? เจาะลึกเสาไฮแมสขนาด 15, 20, 25, 30 และ 42 เมตร เลือกอย่างไรให้ถูกหลักวิศวกรรมและคุ้มค่าที่สุด

สารบัญ


การกำหนดความสูงของเสาไฮแมส (High Mast Pole) เป็นขั้นตอนสำคัญในการออกแบบระบบส่องสว่างภายนอกอาคารสำหรับพื้นที่ขนาดใหญ่ บทความนี้สรุปข้อแตกต่างของ เสาไฮแมสขนาด 15, 20, 25, 30 และ 42 เมตร อ้างอิงตามหลักวิศวกรรม เพื่อช่วยให้การเลือกขนาดที่สัมพันธ์กับพื้นที่เป็นไปอย่างถูกต้อง ปลอดภัย อ่านง่ายด้วยตารางเปรียบเทียบและการประยุกต์ใช้งานจริงที่สามารถนำไปสเปกงานได้ทันที


ทำความรู้จักเสาไฮแมส หรือ เสาไฟไฮแมส (High Mast Pole) ในงานวิศวกรรมส่องสว่าง

เสาไฮแมส หรือ เสาไฟไฮแมส คือ เสาเหล็กโครงสร้างรูปทรงเรียวปลาย (Tapered Pole) มีลักษณะเป็นเหล็กหลายเหลี่ยมต่อกัน (เช่น 12 เหลี่ยม หรือ 16 เหลี่ยม) ชุบสังกะสีแบบจุ่มร้อนเพื่อป้องกันสนิม นิยมใช้สำหรับติดตั้งโคมไฟสปอตไลท์จากมุมสูงเพื่อกระจายแสงสว่างเป็นวงกว้าง (Area Lighting) จุดเด่นสำคัญตามมาตรฐานสากลคือการติดตั้ง ระบบโมบายยกโคม (Lowering System) ที่ทำงานด้วยสลิงและมอเตอร์ไฟฟ้า ช่วยให้สามารถขยับวงแหวนดวงโคมลงมาซ่อมบำรุงที่ระดับพื้นดินได้อย่างปลอดภัย โดยไม่ต้องใช้รถกระเช้าหรือปีนเสาขึ้นไปให้เกิดความเสี่ยง

ตารางเปรียบเทียบเสาไฮแมสขนาด 15, 20, 25, 30 และ 42 เมตร

ตารางสรุปเปรียบเทียบความแตกต่างทางเทคนิคและการใช้งานจริงของเสาไฮแมสแต่ละขนาด เพื่อความสะดวกในการนำไปสเปกในแบบร่างหรือพิจารณาโครงการ

เจาะลึกการใช้งานเสาไฮแมสแต่ละขนาดตามความเหมาะสมของพื้นที่

ความสูงเสา (เมตร) กำลังวัตต์โคมไฟที่แนะนำ (ต่อดวง) จำนวนโคมไฟสูงสุด (โดยประมาณ) รัศมีการส่องสว่าง (เมตร) ลักษณะการประยุกต์ใช้งานจริง
15 เมตร 150W – 250W 4 – 6 โคม 20 – 30 เมตร สถานีบริการน้ำมันขนาดใหญ่, ลานจอดรถห้างสรรพสินค้า, สวนสาธารณะ, ทางแยกชุมชน
20 เมตร 250W – 400W 4 – 8 โคม 30 – 45 เมตร บริเวณรอบโรงงานอุตสาหกรรม, คลังสินค้า, ทางแยกต่างระดับขนาดกลาง
25 เมตร 400W – 600W 6 – 8 โคม 45 – 60 เมตร ด่านเก็บค่าผ่านทางด่วน, จุดพักรถมอเตอร์เวย์, ลานกระจายสินค้า (Logistics Hub)
30 เมตร 600W – 1000W 8 – 12 โคม 60 – 80 เมตร ท่าเรือขนส่งสินค้า, สถานีรถไฟ, สนามกีฬากลางแจ้งระดับภูมิภาค, ทางแยกต่างระดับขนาดใหญ่
42 เมตร 1000W ขึ้นไป 12 – 16 โคมขึ้นไป 90 – 100 เมตรขึ้นไป ลานจอดเครื่องบิน (Apron) ในท่าอากาศยาน, ท่าเรือน้ำลึก, โครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่

เจาะลึกการใช้งานเสาไฮแมสแต่ละขนาดตามความเหมาะสมของพื้นที่

1. เสาไฮแมสขนาด 15 เมตร: ขนาดเริ่มต้นสำหรับธุรกิจและชุมชน

เสาความสูง 15 เมตร เป็นขนาดเริ่มต้นของเสาตระกูลไฮแมส ออกแบบมาเพื่อทดแทนเสาไฟถนนทั่วไปในจุดที่ต้องการมุมกระจายแสงที่กว้างขึ้นและลดจำนวนต้นเสาลง

  • พื้นที่ที่เหมาะสม: สถานีบริการน้ำมันขนาดใหญ่ ลานจอดรถหน้าห้างสรรพสินค้า คอมมูนิตี้มอลล์ หรือบริเวณทางแยกในชุมชนที่ต้องการความปลอดภัยสูง

  • ข้อพิจารณาทางเทคนิค: เสาขนาดนี้มีระยะความสูงที่รถกระเช้าทั่วไปในท้องตลาดสามารถเอื้อมถึงได้ ในบางโครงการที่มีงบประมาณจำกัด จึงอาจเลือกใช้เป็นระบบหัวเสาแบบคงที่ (Fixed Head) แทนระบบยกโคมอัตโนมัติ เพื่อประหยัดต้นทุนค่าระบบสลิง

2. เสาไฮแมสขนาด 20 เมตร: มาตรฐานสากลสำหรับภาคอุตสาหกรรม

ความสูง 20 เมตร ถือเป็น “ระยะมาตรฐาน” (Standard Height) ที่สมดุลที่สุดทั้งในเรื่องของราคา ระยะส่องสว่าง และความสะดวกในการจัดหาโครงสร้างเหล็ก

  • พื้นที่ที่เหมาะสม: บริเวณโดยรอบโรงงานอุตสาหกรรม คลังสินค้า (Warehouse) ลานจอดตู้คอนเทนเนอร์ขนาดกลาง และจุดตัดทางแยกบนถนนสายประธาน

  • ข้อพิจารณาทางเทคนิค: ตั้งแต่ความสูง 20 เมตรขึ้นไป วิศวกรแนะนำให้ติดตั้งระบบ Lowering System เนื่องจากมีความปลอดภัยสูงกว่าการใช้รถกระเช้า และช่วยลดความเสี่ยงที่รถบำรุงรักษาจะไปกีดขวางเส้นทางขนส่งในนิคมอุตสาหกรรม

3. เสาไฮแมสขนาด 25 เมตร: คำตอบสำหรับงานคมนาคมและโลจิสติกส์

เมื่อพื้นที่หน้างานเริ่มกว้างขวางและต้องการมุมมองทัศนวิสัยที่เคลียร์ชัดจากระยะไกล เสาความสูง 25 เมตร จะเข้ามามีบทบาทในการลดจุดอับสายตา

  • พื้นที่ที่เหมาะสม: ด่านเก็บค่าผ่านทางพิเศษ (Expressway Toll Plaza) จุดพักรถประจำทางมอเตอร์เวย์ ลานกระจายสินค้าขนาดใหญ่ และสนามกีฬากลางแจ้งระดับอำเภอ

  • ข้อพิจารณาทางเทคนิค: ปัจจัยเรื่องแรงลม (Wind Load) จะเริ่มส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญ ตัวเสาต้องได้รับการคำนวณความหนาของแผ่นเหล็กและการออกแบบฐานราก (Foundation) ตามมาตรฐาน AASHTO เพื่อให้รองรับแรงลมปะทะในฤดูมรสุมได้อย่างปลอดภัย

4. เสาไฮแมสขนาด 30 เมตร: เพื่อโครงสร้างพื้นฐานและพื้นที่สเกลใหญ่

เสาความสูง 30 เมตร จัดเป็นเสาไฟขนาดใหญ่ที่สามารถมองเห็นได้จากระยะไกล เน้นการส่องสว่างพื้นที่เปิดโล่งที่กิจกรรมหน้างานมีความซับซ้อนสูง

  • พื้นที่ที่เหมาะสม: ท่าเทียบเรือขนส่งสินค้า (Seaport) สถานีรถไฟและย่านจัดแต่งขบวนรถ ลานกองเก็บตู้สินค้าขนาดใหญ่ และสนามกีฬาภูมิภาค

  • ข้อพิจารณาทางเทคนิค: การคำนวณค่าความสว่าง เป็นสิ่งสำคัญมาก เนื่องจากระยะจากยอดเสาถึงพื้นค่อนข้างไกล โคมไฟที่ใช้จึงต้องเป็น โคมไฟสปอตไลท์ LED ชนิดเลนส์มุมแคบ (Narrow Beam) กำลังวัตต์สูง เพื่อส่งลำแสงให้พุ่งลงมาถึงพื้นดินโดยไม่สูญเสียความเข้มแสงไปกับอากาศข้างบน

5. เสาไฮแมสขนาด 42 เมตร: งานวิศวกรรมขั้นสูงสำหรับเมกะโปรเจกต์

นี่คือขนาดใหญ่พิเศษในกลุ่มโครงสร้างเสาไฟส่องสว่างขนาดใหญ่ การผลิตและติดตั้งต้องอยู่ภายใต้การควบคุมของวิศวกรโยธาและวิศวกรไฟฟ้าอย่างใกล้ชิด

  • พื้นที่ที่เหมาะสม: ลานจอดเครื่องบิน (Apron) ภายในท่าอากาศยานสากล ท่าเรือน้ำลึกระดับนานาชาติ และนิคมอุตสาหกรรมหนักที่มีโครงสร้างอาคารสูงบดบังแสง

  • ข้อพิจารณาทางเทคนิค: นอกเหนือจากระบบฐานรากและชุดยกโคมสลิงหนาแน่นพิเศษแล้ว เสาความสูง 42 เมตร จำเป็นต้องมีการติดตั้ง ระบบสัญญาณไฟเตือนภัยการบิน (Aircraft Obstruction Light) ตามข้อกำหนดของ ICAO และต้องติดตั้งระบบสายล่อฟ้าพร้อมระบบสายดินที่มีค่าความต้านทานต่ำตามมาตรฐาน วสท.

4 ปัจจัยสำคัญที่ต้องคำนวณก่อนตัดสินใจเลือกความสูงของเสา

  1. ลักษณะกิจกรรมในพื้นที่ (Site Activity): ต้องวิเคราะห์ลักษณะการใช้งานพื้นที่ เช่น หากเป็นลานคอนเทนเนอร์ที่มีการใช้รถเครนยกตู้สูงหลายชั้น เสาต้องสูงและมีระยะปลอดภัย เพื่อไม่ให้ตัวเสาหรือแสงไฟรบกวนมุมมองของผู้ปฏิบัติงานบนเครน

  2. มาตรฐานความสว่างที่กฎหมายกำหนด (Required Lux Level): พื้นที่แต่ละประเภทต้องการค่าความสว่าง (Lux) ไม่เท่ากัน การเลือกความสูงเสาต้องทำงานร่วมกับโปรแกรมคำนวณแสง (เช่น DIALux) เพื่อระบุความสูงเสา และการติดตั้งกำลังวัตต์โคมไฟที่เหมาะสม เพื่อให้ได้แสงสว่างที่สม่ำเสมอ (Uniformity)

  3. การกัดกร่อนของสภาพแวดล้อม (Environmental Corrosion): เสาไฮแมสต้องอยู่กลางแจ้งตลอดอายุการใช้งาน การเลือกซื้อจึงต้องมั่นใจว่าตัวเสาผ่านกระบวนการ ชุบฮอทดิปกัลวาไนซ์ ตามมาตรฐาน ASTM A123 เพื่อป้องกันการเกิดสนิมขุมจากความชื้นและไอเกลือทะเล

  4. ความคุ้มค่าของต้นทุนการบำรุงรักษา (Maintenance Lifecycle Cost): แม้เสาที่สูงกว่าจะมีราคาต้นทุนแรกเริ่มที่สูง แต่ในระยะยาว การใช้เสาสูงจำนวนน้อยต้น จะช่วยลดจุดที่ต้องบำรุงรักษา ลดการเดินสายเคเบิลใต้ดิน และทำให้พื้นที่หน้างานโล่งโปร่งบริหารจัดการง่ายกว่า

FAQ: คำถามยอดฮิตทางเทคนิคเกี่ยวกับเสาไฮแมส

Q: ระบบโมบายยกโคม (Lowering System) มีความปลอดภัยแค่ไหนเมื่อใช้งานในระยะยาว?

A: ระบบยกโคมไฟที่ได้มาตรฐานจะมีระบบล็อกเชิงกลแบบอัตโนมัติ (Latch Mechanism) อยู่บนยอดเสา เมื่อวงแหวนโคมไฟถูกยกขึ้นไปจนสุด ระบบจะล็อกตัวเองเข้ากับหัวเสาโดยตรง ทำให้สายสลิงไม่ต้องรับน้ำหนักของชุดโคมตลอดเวลา จึงปลอดภัยจากการขาดของสลิง และจะปลดล็อกก็ต่อเมื่อมีการสั่งการจากตู้ควบคุมด้านล่างเท่านั้น

Q: เสาไฮแมสสามารถทนแรงลมพายุในประเทศไทยได้สูงสุดเท่าไหร่?

A: โดยทั่วไปเสาไฮแมสที่ออกแบบตามมาตรฐานวิศวกรรมควบคุม (เช่น มาตรฐาน AASHTO) จะถูกคำนวณให้สามารถต้านทานแรงลมพายุ (Wind Velocity) ได้ไม่ต่ำกว่า 118-130 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ซึ่งเพียงพอต่อการรับมือกับพายุฤดูร้อนและลมมรสุมที่เกิดขึ้นในประเทศไทยได้อย่างปลอดภัย

สรุปท้ายบทความ (Conclusion)

การเลือกเสาไฮแมสขนาด 15, 20, 25, 30 และ 42 เมตร ต้องสอดคล้องกับขนาดพื้นที่ โดยขนาด 15 – 20 เมตร เหมาะสำหรับปั๊มน้ำมันและลานจอดรถทั่วไป ส่วนขนาด 25, 30 จนถึง 42 เมตร เหมาะกับคลังสินค้า มอเตอร์เวย์ หรือท่าเรือขนาดใหญ่เพื่อลดจำนวนต้นเสาและเพิ่มความปลอดภัย ทั้งนี้ ควรปรึกษาผู้ผลิตมาตรฐาน มอก. เพื่อให้วิศวกรคำนวณแสงและโครงสร้างได้อย่างถูกต้อง ปลอดภัย และคุ้มค่าที่สุดในระยะยาว


เพราะแสงสว่างเป็นสิ่งสำคัญในทุกพื้นที่ของชีวิต RICHEST SUPPLY ศูนย์รวมผลิตภัณฑ์แสงสว่างที่มีคุณภาพ ได้มาตรฐาน ไม่ว่าจะเป็นโคมไฟถนน โคมไฮเบย์ สปอร์ตไลท์ หลอดไฟ LED โซล่าเซลล์ และเสาไฟ


สนใจสอบถามข้อมูลสินค้าเพิ่มเติมได้ที่

LINE Official Account:@richestsupply

Facebook:Enrich Lighting – เอ็นริช ไลท์ติ้ง


ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *